Browse By

คาร์โล อันเชล็อตติ (Carlo Ancelotti) กุนซือผู้คุมซูเปอร์สตาร์ได้อยู่หมัด และคว้าแชมป์ยุโรปจนเหมือนเป็นงานประจำ

ถ้าพูดถึงผู้จัดการทีมที่ “ทุกคนในวงการฟุตบอลรักและเคารพ” ชื่อของ คาร์โล อันเชล็อตติ (Carlo Ancelotti) จะถูกพูดถึงเสมอ เพราะชายชาวอิตาเลียนคนนี้คือหนึ่งในกุนซือที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอล และอาจเป็น “ราชาแห่ง Champions League” ตัวจริงด้วยซ้ำ สิ่งที่ทำให้อันเชล็อตติแตกต่างจากโค้ชระดับโลกหลายคน คือเขาไม่ใช่สายดราม่า ไม่ใช่สายปะทะสื่อหนัก ๆ และไม่ใช่คนที่ต้องทำตัวเหมือนนายพลตลอดเวลา แต่เขาคือโค้ชที่เข้าใจนักเตะ เข้าใจห้องแต่งตัว และรู้ว่าจะดึงศักยภาพของทีมออกมายังไงให้ดีที่สุด เขาพาทีมคว้าแชมป์มาแล้วแทบทุกประเทศใหญ่ของยุโรป และแน่นอน เขาคือหนึ่งในโค้ชที่คว้า UEFA Champions League มากที่สุดตลอดกาล สำหรับแฟนบอลยุคนี้ที่ชอบดูเกมแบบลึก ๆ เรื่องของอันเชล็อตติคือบทเรียนเรื่อง “สมดุล” อย่างแท้จริง เวลาเช็กฟอร์มหรือวิเคราะห์บอลผ่าน ทางเข้า UFABET ล่าสุด ถ้าคุณเข้าใจสไตล์ของอันเชล็อตติ จะเริ่มเห็นเลยว่า ทีมที่เก่งจริงไม่จำเป็นต้องครองบอลตลอด หรือเพรสหนักทุกวินาที แต่ต้องรู้ว่า “เมื่อไรควรทำอะไร” ต่างหาก

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน (Sir Alex Ferguson) ตำนานผู้สร้างจักรวรรดิแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ถ้าพูดถึงผู้จัดการทีมฟุตบอลที่ “ยิ่งใหญ่ที่สุด” ชื่อของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน (Sir Alex Ferguson) จะถูกหยิบขึ้นมาพูดแทบทุกครั้ง เพราะชายชาวสกอตแลนด์คนนี้ไม่ได้แค่พา Manchester United ประสบความสำเร็จ แต่เขาสร้าง “ยุคสมัย” ของตัวเองขึ้นมาในโลกฟุตบอล เขาคือโค้ชที่เปลี่ยนแมนยูจากทีมใหญ่ที่กำลังหลงทาง ให้กลายเป็นจักรวรรดิฟุตบอลที่ครองอังกฤษยาวนานเกือบ 3 ทศวรรษ เขาคือคนที่สร้าง Class of ’92 เขาคือคนที่ทำให้คำว่า “Fergie Time” กลายเป็นคำศัพท์ฟุตบอล และเขาคือคนที่ทำให้คู่แข่งจำนวนมากแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มแข่ง สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือ เฟอร์กูสันไม่ได้เก่งแค่เรื่องแท็กติก แต่เก่งเรื่อง “การสร้างวัฒนธรรมผู้ชนะ” แบบที่หาได้ยากมากในวงการกีฬา สำหรับแฟนบอลยุคนี้ที่ชอบวิเคราะห์ฟุตบอลเชิงลึก เรื่องของเฟอร์กูสันคือเหมือนสารานุกรมฟุตบอลระดับตำนาน เวลาเช็กฟอร์มทีม ดูสภาพนักเตะ หรือวิเคราะห์เกมผ่าน ยูฟ่าเบท ถ้าเข้าใจแนวคิดของเฟอร์กูสัน คุณจะเริ่มเห็นเลยว่าทีมแชมป์จริง ๆ ไม่ได้ชนะเพราะเก่งอย่างเดียว

มาร์เซโล ลิปปี้ (Marcello Lippi) กุนซือจอมแท็กติกผู้พาอิตาลีกลับขึ้นครองโลกฟุตบอล

ถ้าพูดถึงผู้จัดการทีมฟุตบอลสาย “วางหมากเก่ง จัดการทีมเก่ง และนิ่งเวลาเกมกดดัน” ชื่อของ มาร์เซโล ลิปปี้ (Marcello Lippi) ต้องอยู่ในระดับแถวหน้าของโลกแน่นอน เพราะชายชาวอิตาเลียนคนนี้คือหนึ่งในกุนซือที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดทั้งระดับสโมสรและทีมชาติ เขาคือคนที่สร้าง Juventus ยุคแข็งแกร่งในช่วง 90s พาทีมครองอิตาลีและคว้า UEFA Champions League ได้สำเร็จ และแน่นอน เขาคือกุนซือผู้พาทีมชาติอิตาลีคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2006 แบบสุดดราม่า ท่ามกลางแรงกดดันมหาศาลทั้งในและนอกสนาม สิ่งที่ทำให้ลิปปี้แตกต่างคือ เขาไม่ใช่โค้ชที่ยึดติดกับแท็กติกเดียวตลอดชีวิต เขาเป็นคนที่ “ปรับตัวเก่ง” มาก รู้ว่าแต่ละทีมต้องเล่นแบบไหน รู้ว่าเกมแบบไหนควรเสี่ยง และรู้ว่าควรใช้จุดแข็งของนักเตะอย่างไรให้ได้ผลที่สุด สำหรับแฟนบอลยุคนี้ที่ชอบดูฟุตบอลแบบลึก ๆ เรื่องของลิปปี้คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดมากของคำว่า “ทีมเวิร์กชนะทุกอย่าง” เวลาเช็กฟอร์มหรือวิเคราะห์บอลผ่าน ยูฟ่าเบท ถ้าเข้าใจแนวคิดของลิปปี้ คุณจะเห็นเลยว่าทีมแชมป์จริง ๆ ไม่ได้มีแค่สตาร์ดัง แต่ต้องมีระบบ ความเชื่อ

บิเซนเต้ เดล บอสเก้ (Vicente del Bosque) สุภาพบุรุษลูกหนังผู้พาสเปนครองทั้งโลกและยุโรป

ถ้าฟุตบอลมีรางวัล “คนดูนิ่งที่สุดแต่ทีมโหดที่สุด” ชื่อของ บิเซนเต้ เดล บอสเก้ (Vicente del Bosque) คงติดอันดับต้น ๆ แบบสบาย ๆ เพราะชายหนวดเรียบ ๆ คนนี้คือหนึ่งในกุนซือที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอล เขาพา Real Madrid ยุคกาแล็กติกอสคว้าแชมป์ยุโรป และต่อยอดทีมชาติสเปนจนกลายเป็นชาติที่ครองโลกฟุตบอลอย่างแท้จริง สิ่งที่น่าทึ่งคือ เดล บอสเก้ไม่ได้มีบุคลิกเดือดพล่านแบบมูรินโญ่ ไม่ได้คุมทีมด้วยอารมณ์แบบคล็อปป์ และไม่ได้ยืนชี้มือรัว ๆ แบบเป๊ป เขาคือโค้ชสาย “นิ่งเหมือนคนกำลังรอรถเมล์” แต่ข้างในเต็มไปด้วยความเข้าใจฟุตบอลระดับสูงมาก เขาเป็นคนที่จัดการห้องแต่งตัวระดับรวมดาราได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งกับ Real Madrid ที่เต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์ และทีมชาติสเปนที่เต็มไปด้วยนักเตะจากคู่แค้นอย่าง Barcelona กับ Real Madrid สำหรับแฟนบอลยุคนี้ที่ชอบดูฟุตบอลเชิงระบบ ชอบทีมที่เล่นฉลาด ต่อบอลเนียน และควบคุมเกมด้วยสมอง

อ็อตมาร์ ฮิตซ์เฟลด์ (Ottmar Hitzfeld) นายพลลูกหนังผู้พาสองยักษ์ใหญ่ครองยุโรป

ถ้าพูดถึงผู้จัดการทีมสาย “สุขุม นิ่ง แต่โคตรอันตราย” ชื่อของ อ็อตมาร์ ฮิตซ์เฟลด์ (Ottmar Hitzfeld) ต้องอยู่ในลิสต์ระดับหัวแถวแน่นอน เพราะชายชาวเยอรมัน–สวิสคนนี้คือหนึ่งในโค้ชที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลยุโรป และเป็นไม่กี่คนที่สามารถพาสองสโมสรต่างกันคว้า UEFA Champions League ได้สำเร็จ เขาคือกุนซือที่พา Borussia Dortmund โค่นทีมมหาอำนาจยุโรป เขาคือคนที่สร้าง Bayern Munich ยุคโหดจนคู่แข่งในบุนเดสลีกาแทบหายใจไม่ทั่วท้อง และเขาคือโค้ชที่ถูกเรียกว่า “นายพล” เพราะบุคลิกนิ่ง สุขุม คุมทีมเหมือนวางแผนสงครามแบบละเอียดทุกจังหวะ สิ่งที่น่าสนใจคือ ฮิตซ์เฟลด์ไม่ได้เป็นโค้ชสายตะโกนโวยวายข้างสนามตลอดเวลา เขาไม่ได้ปากจัดแบบไบรอัน คลัฟ หรือคาริสม่าเดือดแบบมูรินโญ่ แต่เขาคือคนที่ “ควบคุมทุกอย่างจากความนิ่ง” และนั่นทำให้ทีมของเขาน่ากลัวมาก สำหรับแฟนบอลยุคนี้ที่ชอบดูบอลแบบแท็กติก เน้นระบบทีม และชอบวิเคราะห์เกมลึก ๆ เรื่องของฮิตซ์เฟลด์คืออีกหนึ่งคลาสเรียนฟุตบอลชั้นยอด เวลาเช็กฟอร์มหรือดูแนวทางทีมผ่าน ยูฟ่าเบท ถ้าคุณเข้าใจสไตล์โค้ชแบบฮิตซ์เฟลด์

โยฮัน ครัฟฟ์ (Johan Cruyff) อัจฉริยะลูกหนังผู้เปลี่ยนวิธีคิดของฟุตบอลทั้งโลก

ถ้าฟุตบอลมีคำว่า “อัจฉริยะ” อยู่จริง ชื่อของ โยฮัน ครัฟฟ์ (Johan Cruyff) ต้องอยู่ตรงกลางของคำคำนั้นแบบไม่มีข้อสงสัย เพราะเขาไม่ใช่แค่นักเตะระดับตำนาน ไม่ใช่แค่โค้ชผู้ประสบความสำเร็จ แต่เป็น “นักคิดฟุตบอล” ที่เปลี่ยนโลกทั้งใบของเกมลูกหนังไปตลอดกาล ครัฟฟ์คือหัวใจของ Total Football คือสมองของฟุตบอลดัตช์ยุคทอง และคือรากฐานสำคัญของฟุตบอลสมัยใหม่ที่เราเห็นทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการต่อบอล การเพรส การใช้พื้นที่ หรือการเล่นแบบ positional play หลายอย่างล้วนมีรากมาจากแนวคิดของเขา และที่โหดที่สุดคือ เขาทำได้ทั้งในฐานะนักเตะและผู้จัดการทีม สำหรับแฟนบอลยุคนี้ที่ชอบดูบอลแบบวิเคราะห์แท็กติก ชอบทีมที่ต่อบอลสวย เคลื่อนที่ลื่นไหล และเล่นฟุตบอลด้วยสมอง เรื่องของครัฟฟ์คือเหมือนคัมภีร์ระดับตำนาน เวลาเราดูทีมสมัยใหม่ผ่านสถิติหรือเช็กฟอร์มผ่าน สมัคร UFABET ถ้าคุณเข้าใจแนวคิดของครัฟฟ์ คุณจะดูฟุตบอล “คนละแบบ” กับเดิมเลย เพราะจะเริ่มมองเห็นพื้นที่ จังหวะ และโครงสร้างของเกมมากขึ้นแบบชัดเจนสุด ๆ ภาพรวมชีวิตและความสำเร็จของโยฮัน

อาร์ริโก้ ซาคคี่ (Arrigo Sacchi) กุนซือผู้เปลี่ยนฟุตบอลอิตาลีให้ทันสมัยกว่าเดิมทั้งโลก

ถ้าพูดถึงผู้จัดการทีมที่ “เปลี่ยนแนวคิดฟุตบอล” แบบจริงจัง ชื่อของ อาร์ริโก้ ซาคคี่ (Arrigo Sacchi) ต้องติดอยู่ในกลุ่มระดับตำนานทันที เพราะชายคนนี้คือคนที่ทำให้ฟุตบอลอิตาลีหลุดจากภาพจำเกมรับลึกแบบคาเตนาโช่ แล้วพาเข้าสู่ยุคของการเพรสซิ่ง การยืนโซน และฟุตบอลระบบทีมที่ล้ำยุคสุด ๆ ก่อนซาคคี่ หลายทีมในอิตาลีเล่นแบบระวังตัวแน่นหนา แต่พอเขาเข้ามาคุม AC Milan โลกฟุตบอลก็เริ่มเห็นทีมที่เพรสสูงทั้งสนาม ดันไลน์เกมรับขึ้น กล้าบีบคู่แข่งตั้งแต่แดนหน้า และเล่นกันเหมือนเครื่องจักรที่ขยับพร้อมกันทั้งทีม สิ่งที่น่าทึ่งคือ ซาคคี่ไม่เคยเป็นนักเตะระดับใหญ่ เขาไม่ได้มีชื่อเสียงสมัยค้าแข้ง แต่ใช้ “ความเข้าใจฟุตบอล” ล้วน ๆ ไต่ขึ้นมาเป็นโค้ชระดับโลก จนมีประโยคดังที่ถูกเล่าต่อกันเสมอว่า “คุณไม่จำเป็นต้องเคยเป็นม้า ถึงจะเป็นจ็อกกี้ได้” และนั่นแหละ คือความเป็นอาร์ริโก้ ซาคคี่ แบบแท้จริง สำหรับแฟนบอลยุคนี้ที่ดูเกมแบบละเอียด ชอบดูไลน์เพรส การเคลื่อนที่ และระบบทีม เรื่องของซาคคี่คือของโคตรสำคัญ เพราะฟุตบอลสมัยใหม่จำนวนมากมีรากมาจากสิ่งที่เขาทำไว้ เวลาวิเคราะห์บอลหรือดูสไตล์ทีมผ่าน

รินุส มิเชลส์ (Rinus Michels) บิดาแห่ง Total Football ผู้เปลี่ยนฟุตบอลให้กลายเป็นศิลปะเคลื่อนที่

ถ้าฟุตบอลมีคำว่า “นักปฏิวัติ” อยู่จริง ชื่อของ รินุส มิเชลส์ (Rinus Michels) ต้องอยู่ในกลุ่มแรก ๆ แบบไม่ต้องคิดนาน เพราะชายชาวดัตช์คนนี้คือผู้ให้กำเนิดแนวคิด Total Football ที่เปลี่ยนฟุตบอลจากเกมแบ่งหน้าที่ตายตัว ให้กลายเป็นระบบเคลื่อนที่ที่ทุกคนเล่นแทนกันได้ทั้งสนาม ก่อนยุคของมิเชลส์ ฟุตบอลหลายทีมยังเล่นกันแบบ “นายยืนตรงนี้ ห้ามไปไหน” แต่เขาคิดต่าง เขามองว่าฟุตบอลควรเป็นเกมที่ทุกคนเคลื่อนที่ เชื่อมต่อกัน เปลี่ยนตำแหน่งกันได้ตลอดเวลา จนคู่แข่งงงเหมือนโดนหมุนเก้าอี้สิบรอบแล้วให้ไปแก้โจทย์เลขทันที และแน่นอน ถ้าพูดถึง Total Football ก็ต้องพูดถึงทีมอย่าง Ajax และทีมชาติเนเธอร์แลนด์ยุคทอง รวมถึงลูกศิษย์ระดับเทพอย่าง โยฮัน ครัฟฟ์ (Johan Cruyff) ที่กลายเป็นเหมือนตัวแทนปรัชญาฟุตบอลของเขา สำหรับแฟนบอลยุคนี้ที่ชอบดูเกมแบบลึก ๆ ไม่ได้ดูแค่สกอร์ แต่ดูโครงสร้างทีม การเพรสซิ่ง การยืนตำแหน่ง และจังหวะเปลี่ยนเกม

ไบรอัน คลัฟ (Brian Clough) กุนซือปากจัดผู้สร้างปาฏิหาริย์ฟอเรสต์

ถ้าพูดถึงผู้จัดการทีมฟุตบอลสายคลาสสิกที่ทั้งเก่ง ทั้งปากจัด ทั้งมั่นใจจนบางทีคนฟังอยากยื่นน้ำให้จิบก่อนพูดต่อ ชื่อของ ไบรอัน คลัฟ (Brian Clough) ต้องติดอันดับต้น ๆ แน่นอน เขาคือกุนซือที่พา Derby County จากทีมรองขึ้นเป็นแชมป์ลีกอังกฤษ และพา Nottingham Forest จากทีมโนเนมในสายตาหลายคน กลายเป็นแชมป์ยุโรป 2 สมัยติดแบบโลกฟุตบอลต้องขยี้ตา คลัฟไม่ใช่แค่โค้ชที่วางแผนเก่ง แต่เป็นนักปลุกใจ นักจิตวิทยา และนักสร้างทีมที่เข้าใจคนแบบลึกมาก เขาทำให้นักเตะธรรมดาหลายคนเล่นเหมือนถูกอัปเกรดแพตช์ใหญ่ เหมือนจากมือถือรุ่นเก่ากลายเป็นตัวท็อปเฉยเลย สำหรับแฟนบอลยุคนี้ที่ชอบวิเคราะห์เกม เช็กฟอร์มทีม และลุ้นผลแบบมีสติ การรู้จักผู้จัดการทีมแบบคลัฟช่วยให้เรามองฟุตบอลลึกขึ้น เพราะบางครั้งทีมไม่ได้ชนะเพราะนักเตะดังที่สุด แต่ชนะเพราะ “โค้ชทำให้ทุกคนเชื่อว่าตัวเองเก่งกว่าที่เคยคิด” เวลาเช็กโปรแกรมหรือดูแนวทางทีมผ่าน สมัคร UFABET การเข้าใจสไตล์กุนซือจึงสำคัญไม่แพ้การดูตารางคะแนนเลย ภาพรวมชีวิตและผลงานของไบรอัน คลัฟ (Brian Clough) หัวข้อ รายละเอียด

เนเรโอ ร็อคโค (Nereo Rocco) ตำนานคาเตนาโช่ผู้สร้างเอซี มิลานให้แข็งแกร่งทั้งยุโรป

ถ้าพูดถึงกุนซือสายคลาสสิกที่เปลี่ยน “เกมรับ” ให้กลายเป็นศิลปะ ชื่อของ เนเรโอ ร็อคโค (Nereo Rocco) ต้องถูกยกขึ้นมานั่งโต๊ะเดียวกับ เฮเลนิโอ เอร์เรร่า แบบเลี่ยงไม่ได้ เพราะชายผู้นี้คือหนึ่งในปรมาจารย์คาเตนาโช่ยุคแรก ๆ ของอิตาลี เป็นคนที่พาเอซี มิลานก้าวสู่ความสำเร็จระดับยุโรป และทำให้โลกฟุตบอลเห็นว่า การเล่นเกมรับไม่ได้แปลว่าเล่นน่าเบื่อเสมอไป ถ้าทำเป็น มันคือเกมหมากรุกบนสนามหญ้าที่คู่แข่งเดินผิดหนึ่งก้าวก็โดนเช็กเมตทันที สำหรับแฟนบอลยุคนี้ที่ชอบดูบอลแบบวิเคราะห์ลึก ๆ ไม่ได้ดูแค่ใครยิง แต่ดูว่าใครยืนตรงไหน ใครปิดช่องยังไง เรื่องของเนเรโอ ร็อคโคช่วยให้เราเข้าใจรากฐานของฟุตบอลอิตาลีได้ดีมาก โดยเฉพาะเวลาจะเช็กฟอร์มทีม แนวรับ สไตล์โค้ช หรือโปรแกรมแข่งขันผ่านแพลตฟอร์มอย่าง ทางเข้า UFABET ล่าสุด การรู้จักโค้ชสายระบบแบบนี้จะช่วยให้มองเกมขาดขึ้น ไม่ใช่เห็นทีมยิงเยอะแล้วกดตามอย่างเดียว แบบนั้นบางทีบอลยังไม่เตะ ใจเราก็โดนสวนกลับไปก่อนแล้ว บทความนี้เราจะพาคุณไล่ดูชีวิตของเนเรโอ ร็อคโค ตั้งแต่เด็กหนุ่มจากเมืองตรีเอสเต เส้นทางนักเตะทีมชาติอิตาลี จุดเริ่มต้นการคุมทีม การปั้นระบบคาเตนาโช่กับทีมเล็ก